ID Makoto Offic... 的个人资料Makoto ID Thailand照片日志列表更多 工具 帮助

日志


3月25日

PV for Makoto Live in Thailand

วันนี้เพิ่งได้ดู PV สำหรับโปรโมททางสื่อต่างๆ ของคอนเสิร์ต
มาโกะจังในไทยคราวนี้ ทำให้นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ขึ้นมา
แล้วก็อยากให้มาโกะจังมาเล่นคอนเสิร์ตในเมืองไทยเร็วๆ
คิดว่าเพื่อนๆ คงมีโอกาสได้ชม PV ตัวนี้ในอีกไม่กี่วันนี้ล่ะค่ะ
2月3日

ประสบการณ์ประทับใจกับอดีตสมาชิกลูซิเฟอร์

ช่วงนี้ไม่มีข่าวอะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับมาโกะจังเลย...

ขออนุญาตเอาข่าวเก่าๆ ที่เคยเขียนลงในเจสปายเก็บมาให้อ่านกันอีกรอบ เผื่อมีใครยังไม่ได้อ่าน ข่าวนี้เขียนตอนเราไปญี่ปุ่นตอนเดือน พฤษภาคม
ปี 2005 จ้า
เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว คงไม่มีใครในประเทศไทยที่ไม่รู้จักวงลูซิเฟอร์ 5 หนุ่มมากความสามารถจากประเทศญี่ปุ่นซึ่งมาแสดงคอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่
ในบ้านเรา แต่ตอนนี้เมื่อเวลาผ่านไปก็คงมีแต่แฟนตัวจริงของพวกเขาเท่านั้นที่ยังคงติดตามข่าวคราวของ มาโกโตะ ยูกิ อัตสึโร่ ซันตะ และ โทวะ
อย่างใกล้ชิด ในฐานะที่เราเป็นคนหนึ่งที่เคยร่วมงานกับลูซิเฟอร์ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 1 สัปดาห์ที่พวกเขาอยู่ในประเทศไทย แต่
ด้วยความประทับใจในความเป็นกันเองของทั้ง 5 คน เราจึงไม่อยากให้ชื่อของลูซิเฟอร์จางหายไปกับกาลเวลาที่ผ่านไป
หลังจากที่ลูซิเฟอร์มาเล่นคอนเสิร์ตในเมืองไทย เราในฐานะทีมงานคนหนึ่งของ Unlimited Thailand ยังมีโอกาสได้ติดต่อกับสมาชิกของลูซิเฟอร์
บางคน อย่าง ยูกิซัง และ อัตสึโร่ซัง เพราะ คุยกันถูกคอเป็นพิเศษตอนร่วมงานกันในเมืองไทย ตลอดเวลาที่ติดต่อกันทั้ง 2 คนมักจะพูดถึงความ
ประทับใจในการมาแสดงคอนเสิร์ตที่เมืองไทยอยู่บ่อยๆ ทำให้เรารู้สึกว่าพวกเขาคงจะประทับใจกับแฟนๆ ชาวไทยมากจริงๆ นอกจากอัตสึโร่ซังซึ่ง
มาเที่ยวเมืองไทยเมื่อประมาณเดือนกันยายนปีที่แล้ว เราไม่มีโอกาสได้เจอกับสมาชิกของลูซิเฟอร์อีก จนสบโอกาสเหมาะที่ ไอ้เกม หรือ เก็นจัง
ที่เคยเขียนถึงไปเมื่อฉบับที่แล้วโทรมาชวนไปดูฮารุคอนของ ทักกี้ ซึบะ ที่ญี่ปุ่นด้วยกัน ทำให้มีโอกาสได้ไปเจอกับสมาชิกของลูซิเฟอร์ที่ไม่ได้
เจอกันมานาน
ก่อนเขียนเรื่องนี้เราชั่งใจอยู่ค่อนข้างนานมากว่าจะเล่าเรื่องที่มีโอกาสได้ไปเจออดีตสมาชิกลูซิเฟอร์ทั้ง 4 คน ผ่านทาง เจสปายดีหรือเปล่า แต่พอ
มานั่งคิดดูดีๆ แล้ว น้องๆ สาวก เจร็อกที่เรารู้จักก็มีแต่คนน่ารักๆ ทั้งนั้น คงไม่มีใครลุกขึ้นมาตั้งกระทู้ด่าเราทางเน็ตหรอกน่า...(เข้าข้างตัวเองไปรึ
เปล่าก็ไม่รู้)
วันที่เรามีโอกาสได้ไปเจอสมาชิก 1 ในสมาชิกของลูซิเฟอร์เป็นวันแรกคือ วันที่ไปเดินแกร่วรอ เก็นจัง และ เบนจัง คุณเพื่อนบังเกิดเกล้าของเรา
ซึ่งเธอทั้งคู่จองตั๋วดูคอนเสิร์ต น้องกี้ ของบรรดาคุณเธอถึง 2 รอบ เริ่มตั้งแต่บ่ายสองโมงไปจน 3 ทุ่ม หลังจากที่เราปฏิบัติหน้าที่เป็นเพื่อนที่ดีส่ง
เก็นจัง และ เบนจัง เข้าไปในโยโกฮามะ อารีน่า เรียบร้อยแล้ว เราออกมาเดินเล่นแถวหน้าสถานีชินโยโกฮามะซึ่งจริงๆ แล้วมีอะไีรให้ดูไม่มาก
เท่าไหร่นัก ในระหว่างที่เดินๆ อยู่เราเกิดฉุกคิดขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้โทรไปทักทายบรรดาเพื่อนๆ คนญี่ปุ่นเลยตั้งแต่มาถึง เพราะ มัวแต่วุ่นๆ อยู่กับ
ธุระของคุณเพื่อนซึ่งเป็นสาวกจอห์นนี่อย่างเต็มขั้น
คนแรกที่เราโทรไปหาคือ อัตสึโร่ซัง พี่ชายที่แสนดี พอรับโทรศัพท์แล้วรู้ว่าเป็นเราเท่านั้นล่ะ คุณชายอัตสึโร่เธอใส่มาเป็นชุดว่า มาถึงญี่ปุ่นตั้งแต่
เมื่อไหร่ทำไมไม่รีบติดต่อมา โทรไปก็ไม่ติด นึกว่าเป็นอะไรไปซะแล้ว (โอ๊ย หูชาจ้ะ...) สาเหตุที่อัตสึโร่ซังติดต่อเราไม่ได้ก็เพราะว่า ประมาณ
ไม่กี่วันก่อนที่จะไปญี่ปุ่น โทรศัพท์มือถือที่รักของเราน่ะโดนผู้ไม่ประสงค์จะออกนามล้วงขณะที่กำลังเดินเล่นอยู่ในห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง
ในกรุงเทพน่ะสิจ๊ะ (ป่านนี้คนขโมยคงจะอาการสาหัสไปแล้วล่ะ เพราะ เราก็แช่งชักหักกระดูกอยู่ทุกวัน) เพื่อนๆ ที่เคยโดนขโมยโทรศัพท์คงเข้าใจ
ความรู้สึกของเรานะว่า นอกจากเจ็บใจ แล้วยังต้องอึดอัดที่ติดต่อใครไม่ได้ แถมในกรณีของเรานี่ยังต้องโดนเพื่อนๆ ต่อว่าอีกต่างหาก (เฮ้อ...พูด
แล้วยังเจ็บใจไม่หาย) เอาล่ะ กลับเข้าเรื่องกันดีกว่า หลังจากสอบถามสารทุกข์สุขดิบกันเรียบร้อยแล้้ว อัตสึโร่ซังก็บอกว่านัดกับคนอื่นๆ ไว้เรียบร้อย
แล้วว่าจะมาเจอกับเรา ตอนที่ฟังตอนแรกเราก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะ คิดว่าคงมีแค่ อัตสึโร่ซัง ยูกิซัง แล้วก็เนสเตอร์ซัง เท่านั้นที่จะมา ... แต่เปล่าเลย
อีกสองวันให้หลังเราต้องเซอร์ไพร้ส์สุดฤทธิ์ที่ได้เจอกับคนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอด้วยอีกต่างหาก พอวางหูจากอัตสึโร่ซัง เราโทรไปหายูกิซังเป็น
รายต่อไป ตอนแรกกะจะทักทายกันเฉยๆ แต่พอคุยกันไปคุยกันมา ยูกิซังถามขึ้นมาว่า ตอนนี้อยู่ไหนเนี่ย เราเลยตอบไปตามความจริงว่า
เดินอยู่แถวโยโกฮามะ รอเพื่อนดูคอนเสิร์ตอยู่ ยูกิซังหัวเราะอย่างเมามันแล้วพูดต่อว่า อ๋อ คอนเสิร์ตทักกี้น่ะเหรอ แล้วต้องรอเพื่อนถึงกี่โมงล่ะ
ก็ประมาณ 3 ทุ่มค่ะ (ตอนนั้นเพิ่งบ่ายสามกว่าๆ จ้า) งั้นเดินเล่นอยู่แถวนั้นไปก่อนนะ เดี๋ยวเข้าไปประชุมที่บริษัทเสร็จแล้วจะไปหา (แล้วอยู่ดีๆ
จะมาทำไมเนี่ย) ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหาที่เดินไปเรื่อยๆ ไม่ต้องมาหรอก เราบอกไปด้วยความเกรงใจ แต่สรุปว่าหลังประชุมกับสมาชิกในวงเสร็จ
ยูกิซังถ่อมาถึงสถานีชินโยโกฮามะ และ ด้วยความที่ต้องกลับไปอัดเสียงต่อ (ก็ไม่รู้จะมาทำไมอ่ะนะ) ยูิกิซังเลยลากเราไปนั่งเม้าท์ในร้านกาแฟ
Doutour ที่อยู่ใกล้ๆ กับสถานี และ พอนั่งเม้าท์กันสารพัดเรื่องไปพักใหญ่ก็ถึงเวลาที่เราต้องเดินกลับไปรับคุณเพื่อนที่หน้า โยโกฮามะ อารีน่า
พอตั้งท่าจะร่ำลากันยูกิซังก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้แล้วพูดขึ้นมาว่า เออ เดี๋ยวเดินไปด้วยกันก็แล้วกัน พอไปรับเพื่อนแล้วจะได้ไปส่งกลาง
ทาง (พ่อคู้ณ...จะเป็นคนดีอะไรในขนาดนี้)
หลังไปยืนรอกันอยู่หน้าโยโกฮามะ อารีน่า อยู่พักใหญ่ (ดีนะที่มันมืด ไม่อย่างนั้นอาจต้องได้วิ่งหนีแฟนเพลงกันบ้าง...) จน 3 ทุ่มกว่าๆ เก็นจัง กับ
เบนจัง ก็ออกมาจากโยโกฮามะ อารีน่า และ เมื่อเห็นยูกิซังทั้งคู่ก็ประมาณว่าอึ้งไปพักนึงงงว่าอีตานี่มาได้ยังไง...
ก่อนไปส่งพวกเราที่สถานีรถไฟใต้ดิน ยูกิซังถามว่ามาญี่ปุ่น (นอกจากไปดูคอนเสิร์ตแล้ว) อยากไปเที่ยวไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า เบนจังตอบแบบ
ไม่ได้คิดอะไรว่า อยากไปโตเกียวทาวเวอร์ เท่านั้นล่ะค่ะ คุณชายยูกิเธอจัดการเลี้ยวรถมุ่งหน้าไปโตเกียวทาวเวอร์ทันที เท่านั้นยังไม่พอ เนื่องจาก
ยูกิซังรู้ว่าทั้งเก็นจัง และ เบนจัง เป็นสาวกจอห์นนี่อย่างเหนียวแน่น เลยพาเรา 3 คน ไปวนหน้าซูซูกิสตูดิโอซึ่งเป็นสถานที่ที่บรรดาหนุ่ม จอห์นนี่ต้อง
มาซ้อมเต้นกันอีกต่างหาก ทำให้เบนจังของเราจัดการถ่ายรูปซะเป็นการใหญ วันต่อมาก่อนที่จะออกไปดูคอนเสิร์ตกันต่อ (นี่พวกหล่อนตั้งใจจะดู
คอนเสิร์ตให้ตายกันไปข้างนึงเลยใช่มั้ยเนี่ย...) เราได้รับโทรศัพท์จากอัตสึโร่ซังซึ่งโทรมาที่โรงแรมอันแสนแย่ของพวกเรา บอกว่าจะนัดไปเจอกัน
ที่ิกินซ่าตอนเย็นวันรุ่งขึ้น แค่ได้ยินคำว่ากินซ่าเราก็รู้สึกขนลุกแล้วล่ะว่าร้านที่จะไปกินต้องแพงมากแน่ๆ...หลังจากไปดูคอนเสิร์ตกันจนหมดแรง
(ใครอยากรู้รายละเอียดของคอนเสิร์ตหาอ่านจาก เจสปายเล่มที่แล้วนะจ๊ะ) เรา เก็นจัง และ เบนจัง กลับมานอนอย่างหมดสภาพเพื่อเตรียมลุยกับ
โปรแกรมในวันต่อไปถึงแม้ว่าจะมาญี่ปุ่นแล้วถึง 4 วัน แต่พวกเรายังไม่ได้ไปเที่ยวไหนเป็นเรื่องเป็นราว นอกจาก โยโกฮามะ ชินจูกุ ชิบุยะ และ
ฮาราจูกุ วันนี้ซึ่งเป็นวันแรกที่เสร็จธุระจากหนุ่มๆ จอห์นนี่ เรา 3 คน ก็เลยตกลงกันว่าจะไปเที่ยวอาซาคุซะสถานที่ท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาตินิยมไป
เที่ยวกันมากที่สุดแห่งหนึ่งของโตเกียว หลังจากไหว้พระ เสี่ยงเซียมซี (ซึ่งขึ้นชื่อว่าแม่นสุดๆ) ซื้อของที่ระลึก และ ถ่ายรูปกันจนเหนื่อยแล้ว พวกเรา
พากันขึ้นรถไฟใต้ิดินจากอาซาคุซะไปยังวัดเมจิซึ่งอยู่แถวย่านฮาราจูกุ (หนีไม่พ้นฮาราจูกุอีกล่ะ)
เรา เก็นจัง เบนจัง เที่ยวกันเพลิน จนเกือบลืมว่าใกล้เวลานัดกับอัตสึโร่ซังแล้ว ทำให้พวกเราต้องตั้งหน้าตั้งตาวิ่งไปขึ้นรถไฟเพื่อมุ่งหน้าไปยังกินซ่า
โดยด่วน เพราะ ถ้าขืนไปถึงช้าอาจจะโดนสวดเอาอีกก็เป็นได้ ยังไงก็ตามนับว่าเป็นโชคดีของพวกเราที่กินซ่าอยู่ห่างจากวัดเมจิเพียงไม่กี่สถานีทำให้
พวกเราไปถึงนัดหมายก่อนเวลา และ เมื่ออัตสึโร่ซังมาถึง เรา 4 คน ก็เดินไปยังร้านที่อัตสึโร่ซังจองเอาไว้แล้วเรียบร้อย
ร้านที่อัตสึโร่ซังนัดกับสมาชิกลูซิเฟอร์คนอื่นๆ เป็นร้านอาหารที่ตกแต่งสไตล์กึ่งญี่ปุ่นกึ่งยุโรป แต่ขอบอกว่าอาหารที่เสิร์ฟเป็นอาหารสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ
ที่หากินได้ค่อนข้างยาก ไม่ว่าจะเป็น ซารุโดฟุ (เต้าหู้สดที่เสิร์ฟในตะกร้า) มากุโระห่อสาหร่าย โซบะสไตล์ญี่ปุ่นแท้ สลัดมากุโระ หรือว่า ทามาโกยากิ
(ไข่เจียวญี่ปุ่น) ซึ่งเป็นอาหารญี่ปุ่นที่เราไม่เคยทำใจให้รู้สึกว่าอร่ิอยได้ซักที แต่พอได้กินที่นี่ก็เพิ่งจะรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าถ้าทำดีๆ ทามาโกยากิก็อร่อย
ได้เหมือนกัน..) เรา 4 คน เป็นกลุ่มแรกที่ไปถึงร้าน ตามติดมาด้วย ซันตะซัง และ โทวะซัง ส่วนยูกิซังนั้นมาถึงเป็นคนสุดท้าย ยอมรับว่าเราตกใจมาก
พอสมควรที่เห็นอดีตสมาชิกลูซิเฟอร์มารวมตัวกันขนาดนี้ (อ้อ...ลืมบอกไปว่ามาโกะจังไม่ได้มาร่วมงานนี้ด้วย เพราะ กำลังไม่สบายนอนซมอยู่ที่บ้าน)
เพราะ ตอนแรกเราคิดว่าจะมากันแค่ อัตสึโร่ซัง ยูกิซัง แล้วก็ เนสเตอร์ซัง เท่านั้น สมาชิกทั้ง 4 คน ของลูซิเฟอร์บอกว่าไม่ค่อยมีเวลาเจอกันเท่าไหร่
ครั้งล่าสุดที่เจอกันครบวงคือ ตอนที่มีงานเลี้ยงรุ่นของลูซิเฟอร์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขอบอกว่าเนื่องจากไม่ได้เจอกันซะนาน บรรดาหนุ่มๆ เค้าตั้ง
วงเม้าท์กันแบบสุดฤทธิ์ ยิ่งพอรู้ว่า เก็นจัง กับ เบนจัง ชอบทักกี้ด้วยแล้วยิ่งกระหน่ำแซวเพื่อนทั้งสองของเราแบบไม่เกรงใจว่าเพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรก
เรื่องที่พวกเราทั้งหมดคุยกันมากที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องของคอนเสิร์ตในเมืองไทยเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ซึ่งทั้ง 4 คน ยังคงจำภาพบรรยากาศต่างๆ ได้เป็น
อย่างดี ทำให้เรารู้สึกว่าพวกเ้ค้าคงประทับใจในเมืองไทยมาก ถึงขนาดอัตสึโร่ซังออกปากเลยว่าถ้าว่างพร้อมกันอยากจะจัดแพ็กเกจลูซิเฟอร์ทัวร์เมือง
ไทย เพราะ ตอนที่มาเมืองไทยคราวที่แล้วยังเที่ยวได้ไม่สะใจเท่าไหร่ นอกจากนั้น โทวะซัง ยังพูดถึงแฟนๆ ชาวไทยอย่างน่าประทับใจอีกว่า ถึงแม้ว่า
พวกเค้าจะแยกวงกันมาได้ 3 ปี แล้ว ก็ยังคงมีแฟนเพลงที่เหนียวแน่นจากเมืองไทยส่งจดหมายมาถึงเป็นระยะๆ ซึ่งสมาชิกทุกคนก็บอกว่าพวกเค้ารู้สึก
ดีมากที่แฟนเพลงชาวไทยยังไม่ลืมพวกเค้า
หลังจากคุยกันอยู่พัำำกใหญ่จนเมาได้ที่แล้ว (คุยกันยังไงถึงเมาได้คะเนี่ย...) อัตสึโร่ซังเริ่มชวนให้สมาชิกคนอื่นๆ ไปเล่นปาเป้าซึ่งเป็นเกมโปรดของเค้า
คือที่จริงแล้วพวกเรากะว่าจะไปคาี่ราโอเกะกันต่อ แต่บังเอิญว่าเฮียเค้ายืนยันอยากไปเล่นปาเป้าให้ได้ เลยต้องตามใจเค้าหน่อย สมาชิกที่ติดสอยห้อย
ตามอัตสึโร่ซังไปถึงร้านปาเป้าซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านที่พวกเรากินข้าวซักเท่าไหร่ ก็มี เรา เก็นจัง เบนจัง และ ยูกิซัง ส่วนโทวะซัง กับ ซันตะซัง ขอตัว
กลับก่อน เพราะ จอดรถไว้ที่ชินจูกุ ถ้ารถไฟหมดจะกลับบ้านไม่ได้ (ขอบอกว่าที่ญี่ปุ่นเค้าเข้มงวดมากเรื่องเมาไม่ขับ ขนาดเป็นดาราถ้ารู้ว่าต้องไปกิน
เหล้ายังต้องนั่งรถไฟเลยล่ะ)
บรรยากาศในร้านเกมปาเป้าที่อัตสึโร่ซังพาพวกเราเข้าไปนั้นเหมือนกับร้านที่เรามักจะเห็นตามหนังฝรั่ง เราเองเพิ่งรู้ว่าตอนนี้ที่ญี่ปุ่นเค้ากำลังฮิตเล่นเกม
แบบนี้กันมาก เพราะ ตอนที่พวกเราเข้าไปขนาดเป็นเวลาที่ดึกมากแล้วยังมีลูกค้าอยู่เต็มร้าน และ เนื่องจากพวกเรา 3 คน ไม่เคยเล่นเกมแบบนี้กันมา
ก่อนเลยต้องเดือดร้อนถึงอัตสึโร่ซังต้องลงทุนมาเป็นโค้ชสอนวิธีการปาให้ แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่ชอบเล่นเกมเท่าไหร่ก็เลยทำให้เราปาได้ไม่ดีนัก
ผิดกับ เบนจัง ซึ่งขนาดเพิ่งเคยเล่นเป็นครั้งแรกยังปาเข้าเป้าแทบทุกครั้ง
เรา เก็นจัง เบนจัง แล้วก็ อัตสึโร่ซัง เล่นเกมอยู่ที่ร้านกันยันเช้าเพื่อรอเวลาให้รถไฟขบวนแรกออกวิ่ง (ขอบอกว่าที่ต้องเล่นกันยันเช้านี่ก็เป็นเพราะว่า
ไม่มีรถไฟจะกลับน่ะค่ะ) ส่วนยูกิซังขอตัวกลับไปก่อนตอนประมาณตี 5 กว่าๆ เพราะ วันรุ่งขึ้นต้องทำงานแต่เช้า ยอมรับว่าพวกศิลปินนี่เค้าอึดกันจริงๆ
ถึงจะเที่ยวดึกขนาดไหน วันรุ่งขึ้นก็สามารถหน้าเด้งใสได้ตลอดเวลา...
นี่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เราเก็บเอามาเล่าให้ฟัง ยังไงต้องขอโทษเพื่อนๆ ด้วยที่ไม่สามารถเอารายละเอียดทั้งหมดมาเล่าให้ฟัง
ได้ เพราะ บางตอนเป็นเรื่องขำๆ ที่ไม่สามารถนำมาเผยแพร่ต่อหน้าสาธารณชนได้ (ฮ่าๆ)